แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพจิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพจิต แสดงบทความทั้งหมด
9 วิธีปฏิบัติให้ดำเนินชีวิตอย่างสดใส
ป้ายกำกับ:
การดูแลสุขภาพ,
เคล็ดลับน่ารู้,
วิธีปฏิบัติเพื่อสุขภาพ,
สุขภาพจิต
แต่ละวันเราต้องเจอกับความรีบเร่ง กระตืนรือร้น ไร้ความน่าสนใจไปในแต่ละชั่วโมงแต่ละนาที ซึ้งบางคนอาจเจอบ่อยและคุณต้องผ่านพ้นวัน ๆ หนึ่ง ไปโดยไร้ชีวิตชีวา ขอนำเสนอ 9 วิธีปฏิบัติที่จะทำให้คุณดำเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างสดใส ผ่อนคลาย และมีความสุข สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มหัดใหม่ ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ครบทั้ง 9 ข้อก็ได้ ทำได้เพียงบางข้อก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่ถ้าฝึกกันขั้นแอดวานซ์แล้ว ก็ลองทำครบทั้ง 9 ข้อเลยก็ได้
1. นั่งเงียบ ๆ ในตอนเช้าหลังจากตื่นนอน ระหว่างที่รอขนมปังปิ้งหรือหม้อต้มกาแฟได้ที่ ลองคว้าหมอนรองนั่งสักใบ นั่งลงพักกาย ยืดเส้นยืดสาย หลับตาลงแล้วค่อย ๆ หายใจเข้าช้า ๆ หายใจออกช้า ๆ กำหนดจิตอยู่ที่ลมหายใจ เชื่อสิคะ ว่ามันจะช่วยให้คุณเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใสและสดชื่น
2. เปลี่ยนพฤติกรรมการแปรงฟัน ระหว่างที่คุณแปรงฟันจะคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ให้ดึงความสนใจกลับมาที่การแปรงฟันของคุณ คิดตามไปด้วยว่าคุณกำลังแปรงขึ้นหรือแปรงลง แปรงซ้ายหรือแปรงขวา แปรงซี่ในหรือแปรงซี่นอก นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีทำสมาธิเพ่งจิตง่าย ๆ จากกิจวัตรประจำวันของคุณค่ะ
3. ค่อย ๆ ทานอาหารแต่ละมื้ออย่างละเมียดละไม โดยคุณต้องกำจัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายเช่น ทีวี คอมพิวเตอร์ มือถือ รวมไปถึงหนังสือจำพวกพ็อคเก็ตบุ๊ค หรือหนังสือพิมพ์ออกไปจากโต๊ะระหว่างที่คุณรับประทานอาหาร แล้วหันมาใส่ใจกับสิ่งที่คุณรับประทานอยู่ในทุก ๆ คำ วิธีนี้จะทำให้คุณดื่มด่ำกับรสชาติอาหารได้อย่างเต็มที่ การมีความสุขกับการรับประทานอาหารจะทำให้จิตใจแจ่มใส และมันจะทำให้คุณรับประทานช้าลงซึ่งช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีอีกด้วยล่ะค่ะ
4. ระหว่างที่คุณล้างจาน ใส่ใจกับการล้างจานทีละใบอย่างระมัดระวัง ค่อย ๆ ล้างอย่างประณีต ใส่ใจกับทุกรายละเอียด จะทำให้คุณใจเย็นมากขึ้นค่ะ
5. ดื่มชา พิธีชงชาของหลาย ๆ ประเทศนั้นมีมาหลายร้อยปีแล้ว สังเกตได้ว่าในระหว่างการทำพิธี ทุกอย่างจะเป็นไปอย่างช้า ๆ นุ่มนวลและงดงาม หากคุณจะลองทำเช่นนั้นบ้างก็คงจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อยเลยล่ะค่ะ การเตรียมชา-ชงชาควรเป็นไปอย่างละเมียดละไม ค่อย ๆ สัมผัสรูป รส กลิ่น ของชาอย่างช้า ๆ เชื่อไหมคะ ว่ามันอาจจะทำให้คุณผ่อนคลายไปได้ตลอดทั้งวันเลยล่ะค่ะ
6. เดินให้ช้าลง ในระหว่างช่วงพักเที่ยงหรือพักเบรกทำงาน คุณอาจจะลองลงไปเดินสูดอากาศนอกออฟฟิศดูบ้างก็คงจะดีไม่ใช่น้อยนะคะ (แต่ถ้าคุณทำงานในเขตเมืองที่แสนจะวุ่นวาย รถราขวักไขว่ หากตึกที่คุณทำงานมีดาดฟ้าและเขาอนุญาตให้ขึ้นไปได้ ก็อาจจะลองเดินช้า ๆ ไปยังดาดฟ้าแทนการใช้ลิฟท์ ไปสูดอากาศดี ๆ บนยอดตึกแทนก็ได้ค่ะ) ค่อย ๆ เดินช้า ๆ ใส่ใจกับทุกก้าวเดินเพื่อฝึกความระมัดระวังของตัวคุณเอง เพ่งสมาธิไปที่ทุกลมหายใจเข้าออกและสรรพสิ่งรอบข้าง จะช่วยให้คุณผ่อนคลายลงได้เยอะเลย
7. หากเป็นวันว่างของคุณ ลองหามุมสงบ ๆ อ่านหนังสือเล่มโปรด ใช้ชีวิตให้ห่างไกลจากแสงสีโดยการก้าวเข้าไปสู่ห้วงแห่งนวนิยายที่คุณโปรดปราน วิธีนี้่จะช่วยฝึกทางด้านการเพ่งสมาธิของคุณได้ไม่น้อยเลยล่ะ
8. มองคนรอบตัวคุณอย่างลึกซึ้งเข้าไปสู่ก้นบึ้งของจิตใจ ลองพักสายตาแล้วจ้องมองไปยังคนที่คุณเลือกเอาไว้ในใจ แต่อย่ามองจนน่าเกลียดนะคะ มองว่าเขามีข้อดีอย่างไร ช่วยเหลือคุณมามากเท่าไร หากคุณรู้สึกดีแล้ว ก็อย่าลืมขอบคุณพวกเขาเหล่านั้นด้วยนะคะ ที่ช่วยให้คุณมีความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาค่ะ
9. ตั้งใจในการทำงานของคุณให้มากที่สุด วิธีง่าย ๆ คือการทำงานไปทีละอย่าง อย่าเอางานชิ้นอื่นมาทำลายสมาธิของคุณจนกว่าจะทำงานชิ้นแรกเสร็จ วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความตั้งใจแน่วแน่ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้กับคุณค่ะ
ยังไงก็ลองเอาไปทำดู ได้ผลอย่างไรกันบ้างก็มาแบ่งปันความรู้สึกกันนะคะ ^^
ขอบคุณข้อมูลจาก http://health.kapook.com/
ข้อควรปฏิบัติเพื่อการนอนหลับที่ดี
ป้ายกำกับ:
การพักผ่อน,
นอนเพื่อสุขภาพ,
สุขภาพจิต
สวัสดีครับ วันนี้ผมได้มีโอกาสบอกต่อเพื่อนๆในเรื่องการนอนหลับผักผ่อน ส่วนตัวผมแล้วเป็นคนนอนค่อนข้างยาก จึงได้มีโอกาสเขียนบทความหนึ่งที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับ ข้อควรปฏิบัติเพื่อการนอนหลับที่ดี เพื่อสุขภาพที่เป็นสุขของตัวเรา
ควรทำติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ จะหลับสบายขึ้น และเป็นการนอนเพื่อสุขภาพด้วยครับ
ข้อควรปฎิบัติมีดังนี้
ควรทำติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ จะหลับสบายขึ้น และเป็นการนอนเพื่อสุขภาพด้วยครับ
ข้อควรปฎิบัติมีดังนี้
- ควรเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาเป็นประจำ ทั้งวันทำงานปกติ และวันหยุด เพื่อให้นาฬิกาชีวิตทำงานตลอดเวลา
- รับแสงแดดให้เพียงพอในตอนเช้า อย่างน้อย 30 นาที ทุกวัน เนื่องจากแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นการควบคุมนาฬิกาชีวิตที่สำคัญ และการที่ตาได้รับแสงแดดธรรมชาติที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน จะช่วยกระตุ้นจังหวะการหลับ การตื่น ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนหรือสารที่ออกฤทธิ์คล้ายคาเฟอีนที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท เช่น โกโก้ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม หรือยาแก้ปวดบางชนิดหลังอาหารมื้อเที่ยง
- หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ก่อนการนอนหลับ 3 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหนักก่อนนอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง แต่การกินอาหารเล็กน้อย เช่น นมหรือขนมเล็กน้อยก่อนนอน จะทำให้หลับง่ายขึ้น
ที่มาของความฝัน - The origin of dreams
ป้ายกำกับ:
ความฝัน,
เคล็ดลับน่ารู้,
สุขภาพจิต
เราอาจเคยสงสัยว่า ความฝันเกิดจากเหตุใด เมื่อหลับเราจึงฝันเป็นเรื่องเป็นราว ความฝันเกิดจากจิตใต้สำนึก หรือความรู้สึกส่วนลึกของเรานั่นเอง บางครั้งความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนอง จะทำให้เก็บกดและระบายออกมาเป็นความฝัน โดยเฉพาะคนที่เผชิญเหตุการณ์กระทบจิตใจ อาจเก็บมาฝันร้าย หรือคนที่ผิดหวังสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จะฝันว่าตัวเองได้สมหวังในสิ่งที่ต้องการ นอกจากนี้ความฝันยังแสดงว่าคนที่กำลังฝันยังหลับไม่สนิท เพราะสมองทำงานอยู่ตลอดเวลา ทำให้เมื่อตื่นจะรู้สึกเพลียและง่วงนอนในตอนกลางวัน หากหลับลึกจริงๆ จะจำความฝันไม่ได้ ทำให้รู้สึกเหมือนไม่ได้ฝัน
อันที่จริงผมคิดว่าความฝันก็เป็นสิ่งที่ดี ได้อยู่ในโลกแห่งความฝัน ทำอะไรได้ตามที่จิตใต้สำนึกคิดจริงๆ แล้วก็ทำให้เรามีความสุข เช่น ฝันว่าได้พบหน้าเธอคนนั้น ฝันว่าได้ขี่รถคันแพงๆ ฝันว่าได้ไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่ เป็นต้น ถึงแม้จะได้แค่ฝันก็ตามที แต่ความฝันก็เปรียบเสมือน ความใฝ่ฝัน (ambition) ความเพ้อฝัน (fancy) ของคนเราที่จะพยายามทำให้ได้มากกว่า ได้แค่ฝัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


